กันยายน 29, 2022
INFOGRAPHIC คืออะไร

INFOGRAPHIC คืออะไร และมีวิธีออกแบบอย่างไรให้สร้างสรรค์

INFOGRAPHIC คืออะไร และมีวิธีออกแบบอย่างไรให้สร้างสรรค์

INFOGRAPHIC คืออะไร

Infographic มาจากคำว่า Information + graphic อินโฟกราฟิก ก็เลยคือ การนำข้อมูล หรือ วิชาความรู้ มาสรุป เป็นสารสนทศ ในรูปแบบของ ข้อมูล ด้านในภาพ นั้นบางที อาจมีสัญลักษณ์ กราฟ แผนภูมิ ไดอะแกรม แผนที่ ฯลฯ ที่ดีไซน์ เป็น ภาพนิ่ง หรือ ภาพเคลื่อนไหว เข้าใจง่าย เร็วทันใจ รวมทั้ง เด่นชัด เปรียบ การสรุป ข้อมูล ลง ในรูปภาพ สื่อให้ รู้เรื่องความหมาย ทั้งสิ้นได้

การออกแบบ อินโฟกราฟิก เป็นการนำข้อมูล มาเสนอ ใส่แบบอย่าง ต่าง ๆ อย่างประดิษฐ์ภาพ สามารถเล่าได้ มีส่วนประกอบสำคัญ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ให้พอเพียง แล้วสรุป พินิจพิจารณา เรียบเรียง ทำให้ภาพนั้น มีความน่าดึงดูดใจ แล้วก็ดึงดูดสายตา ของผู้ชมได้ เป็นการลดเวลา สำหรับการชี้แจง โดยใช้ภาพ เป็นองค์ประกอบ

หลักการออกแบบอินโฟกราฟิก (Infographic) แบ่งได้ 2 ส่วน
– ด้านข้อมูล ต้องมีความหมาย น่าสนใจ เป็นความจริง และมีความถูกต้อง
– ด้านการออกแบบ มีรูปแบบสวยงาม ออกแบบให้เข้าใจง่าย มีความดึงดูดใจ ใช้ได้งานจริง

การสร้างอินโฟกราฟิกให้มีประสิทธิภาพ
– เน้นที่หัวข้อหลักหัวข้อเดียว
เมื่อกำหนดหัวข้อแล้วก็ควรเป็นข้อมูลของสิ่งนั้น มีข้อมูลอย่างชัดเจน จะช่วยให้ผู้ชมและผู้อ่านเข้าใจได้ง่ายและไม่สับสน

– ออกแบบให้เข้าใจง่าย
ข้อมูลภายในต้องเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน หรืออัดแน่นจนเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดการตีความที่ผิดพลาดได้

– ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ
การออกแบบต้องไม่ทำเกินขอบเขตของหัวข้อซึ่งจะเป็นการทำลายข้อมูลส่วนที่ไม่จำเป็น ดังนั้นก่อนที่จะสร้างอินโฟกราฟิกต้องมั่นใจว่าข้อมูลนั้นถูกต้อง

– ข้อเท็จจริงถูกต้อง
การให้ข้อมูลถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าหากข้อมูลผิดพลาดก็จะลดความน่าเชื่อถือของอินโฟกราฟิก

– ให้อินโฟกราฟิกเล่าเรื่อง
อินโฟกราฟิกที่มีประสิทธิภาพจะสามารถเล่าเรื่องได้ด้วยตัวของมันเอง ซึ่งสามารถถ่ายทอดข้อมูลได้ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อ่านข้อมูลมาก่อน

– การออกแบบที่ดีจะทำให้มีประสิทธิภาพ
ออกแบบให้เข้าใจง่าย ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ภาพ กราฟิก สี ชนิด แบบ ช่องว่าง ทั้งหมดนี้มีความสำคัญในการออกแบบ

– ใช้สีดึงดูดความสนใจ
สีเป็นองค์ประกอบสำคัญที่กระตุ้นให้มีผู้สนใจอินโฟกราฟิก ควรศึกษาทฤษฎีการใช้สีเพื่อให้เหมาะสมกับหัวข้อที่ออกแบบ ไม่จำเป็นต้องมีสีสันมาก อินโฟกราฟิกบางชิ้นมีสีเพียงเล็กน้อยก็มีประสิทธิภาพ

– ใช้คำพูดกระชับ
ข้อความสั้น กระชับ ตรงจุดหมาย จะทำให้เรื่องราวมีความน่าสนใจ หรือใช้การเปรียบเทียบตัวเลขเพื่อดึงดูดความสนใจ

– ตรวจสอบข้อมูลตัวเลข
ถ้าภายในอินโฟกราฟิกมีตัวเลขประกอบอยู่ ก็ควรตรวจสอบความถูกต้อง และการจัดระเบียบ ตัวเลขไหนควรมีอยู่หรือควรเอาออกไป เพื่อให้อินโฟกราฟิกมีประสิทธิภาพมากขึ้น

– ทำไฟล์อินโฟกราฟิกให้เล็ก
เพื่อให้ผู้ที่เข้าชม สามารถเปิดดูและดาวน์โหลดได้ง่าย นำไปใช้งานได้ตามความสะดวก และไม่ควรลดคุณภาพของรูปภาพ ควรใช้รูปภาพที่มีไฟล์คุณภาพสูงเพื่อดึงดูดดผู้ชม

INFOGRAPHIC คืออะไร
INFOGRAPHIC คืออะไร

7 ประโยชน์ของ Infographic ที่น่าสนใจ

การสรุป ข้อมูล ยาก ๆ – มีคุณประโยชน์ ที่กล่าวถึงบ่อยครั้งแล้ว ในเนื้อหานี้ แทนที่ พวกเรา จะศึกษา จากคำกล่าว หรือจากตัวเขียน Infographic สามารถติดต่อสื่อสาร ใจความ ต่าง ๆ ผ่านรูปภาพ ที่มีชีวิตชีวา ซึ่งถ้หาก พวกเรา นำข้อมูลพวกนี้ มาเรียบเรียง ให้คนอ่าน จะสามารถ ทำความเข้าใจ สิ่งยาก ๆ ได้ง่ายดาย มากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่าง ก็คือ จำนวน ทางสถิติ

การสอนกระบวนการขั้นตอนง่ายๆ – Infographic เหมาะสำหรับการสอนกระบวนการต่างๆ เช่น ขั้นตอนที่ 1 2 3 ซึ่งก็เหมาะอย่างมากสำหรับการอบรมพนักงานหรือการสอนผู้อ่าน ถ้าการย่อยข้อมูลออกมาเป็นตัวอักษรแบบหัวข้อย่อยนั้นอ่านง่ายแล้ว การที่เรามีหัวข้อย่อยพร้อมสีและรูปภาพประกอบก็จะเข้าใจได้ง่ายมากกว่า

ทำให้คนอยากเรียนมากขึ้น – ตอนนี้สังเกตได้ง่ายมากๆในหนังสือเด็ก ซึ่งมักจะเป็นหนังสือที่มีภาพและสีสันเยอะมาก อย่างแรกเลยก็เพราะว่าเด็กยังอ่านตัวอักษรได้ไม่คล่องเลยต้องมีภาพประกอบ แต่อย่างที่สองก็คือหากไม่มีรูปภาพหรือสีสันอะไรเลย เด็กบางคนก็อาจจะไม่มีสมาธิมากพอที่จะอ่านให้จบ Infographic ก็ใช้หลักการเดียวกันแต่นำมาปรับให้เหมาะกับผู้ใหญ่

ทำให้คนจำได้นานขึ้น (Knowledge Retention) – การสื่อสารให้คนเข้าใจง่ายก็เป็นเรื่องดีอย่างหนึ่ง แต่การที่ผู้อ่านสามารถจดจำและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้ต่อนั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า มีงานวิจัยบอกไว้ว่าคนส่วนมากสามารถจำข้อมูลจากรูปภาพได้มากถึง 65% (หากเทียบกับ 10% กับการจำข้อมูลที่ได้จากการฟัง)

การสร้างแบรนด์ – นอกจากจะใช้ในการสื่อสารและให้ความรู้คนแล้ว สื่อ Infographic ยังสามารถแสดงความน่าเชื่อถือและความเชี่ยวชาญของผู้เผยแพร่ได้ด้วย ซึ่งเราก็มักจะเห็นเพจโซเชียลของบริษัทดังๆต่างๆนำ Infographic มาใช้ในการให้ความรู้ผู้ติดตามเพื่อสร้างแบรนด์และทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ เป็นการดึงดูดให้ลูกค้ากลับมาในระยะยาว

การเพิ่มทักษะให้พนักงาน – พอรวมข้อดีหลายๆหัวข้อเข้าด้วยกัน เราก็สามารถประยุกต์ใช้ Infographic ในการอบรมพนักงานได้ มีประโยชน์ทั้งการทำให้พนักงานเรียนรู้ได้เร็วและสามารถซึมทราบข้อมูลเยอะ เหมาะกับการสอนพนักงานใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสอนกระบวนการที่พนักงานต้องทำซ้ำบ่อยๆ แต่เราไม่อยากให้พนักงานทำผิดพลาด (อย่างในโรงงานหรือการจัดส่งเป็นต้น)

ค้นหาข้อมูลได้ง่าย – เป็นอีกหนึ่งประโยคที่หลายคนมองข้ามกัน เพราะการหาข้อมูลในหนังสือที่มีแต่ตัวอักษร กับการหาข้อมูลใน Infographic ที่มีรูปภาพและสีสันโดดเด่นชัดเจนนั้นเปรียบเทียบกันไม่ได้เลย เหมาะกับการใช้เป็นสื่อที่สามรถให้ผู้อ่านเก็บไว้ได้ เพราะผู้อ่านจะได้นำมาใช้อ้างอิงในอนาคต รับทำ graphic

สุดท้ายนี้เราก็ต้องจำไว้ว่า คนเรามีความชอบและความถนัดแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน บางคนก็อาจจะชอบอ่านหนังสือ บางคนก็อาจจะชอบฟัง บางคนก็อาจจะชอบดูวีดีโอ บางคนก็อาจจะได้รับความรู้จาก Infographic มาก ในความเป็นจริงแล้วเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้อ่านของเราชอบสื่อแบบไหน

จริงๆแล้วข้อดีข้อเสียของ Infographic ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการเรียบเรียงข้อมูลอีกทีหนึ่ง หากเราออกแบบมาไม่ดีตั้งแต่ตอนแรก ผู้อ่านก็คงไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เราพยายามสื่อสารได้ง่าย ในส่วนต่อไปเรามาลองดูชนิดของ Infographic ต่างๆ ซึ่งจะถูกแยกผ่านการใช้งานต่างๆและวิธีการนำเสนอข้อมูล

7 ขั้นตอนการสร้างอินโฟกราฟิก

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Infographic กำลังเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก เพราะ Infographic ทำให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ข้อมูลได้รวดเร็ว และเข้าใจง่ายจากการแปลงข้อความมากมายให้ออกมาเป็นภาพ วันนี้จึงมาแนะนำ 7 ขั้นตอนในการทำ Infogaphic ให้โดนใจกลุ่มเป้าหมาย สวยงาม และยังสามารถรับรู้ข้อมูลได้อย่างครบถ้วนอีกด้วย

1.ทำความเข้าใจ จุดหมาย สำหรับการทำ
สำหรับในการทำ Infographic เป็นเรื่องสำคัญมากมาย ที่คนจัดทำ จึงควรรู้เรื่อง จุดมุ่งหมาย สำหรับการทำ ซึ่งควรจะตอบปัญหานี้ ให้ได้ว่า เพราะเหตุใด จะต้องทำ ท่เพื่ออะไร รวมทั้งเสนอ ที่แห่งไหน เพื่อเป็นการวางขอบเขต ให้กับต้นแบบ หรือใบหน้า Infographic ที่พรีเซ็นท์ออกมา เป็นต้นว่า เพื่อชี้แจง ข้อมูลสถิติ เพื่อชี้แจง ผลิตภัณฑ์ รวมทั้ง บริการที่มี ทั้งสิ้น ในบริษัท ฯลฯ

2.พิจารณากลุ่มเป้าหมาย
การวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมาย เป็นอีก หนึ่งขั้นตอนที่สำคัญ เพราะกลุ่มเป้าหมาย ที่แตกต่าง นำมาซึ่งการทำให้การรับทราบ รายละเอียดต่างกันด้วย เพราะฉะนั้น คนจัดทำ ก็เลยจำเป็นต้อง วางแบบใบหน้า Infographic ให้เหมาะสมกับ การรับทราบ ของกลุ่มเป้าหมาย ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มเป้าหมาย เป็นเด็กนักเรียน ที่มาฟังรายละเอียด การสอน บางที ก็อาจจะ จำเป็นต้องวางแบบ ให้มีชีวิตชีวา ที่จูงใจ ให้สายตา อยู่กับรายละเอียด ได้นาน แม้กระนั้น ถ้าเกิด เป็นลูกค้า ซึ่งมีความเร่งรีบ ปรารถนา รู้เรื่องข้อมูลอย่างเร็ว ก็ควรต้อง วางแบบ ให้รายละเอียด เข้าใจง่ายกระชับ ฯลฯ

3.กำหนดหัวข้อ และรวบรวมข้อมูล
เมื่อรู้ว่าเราทำไปทำไม เพื่อใคร และนำเสนอที่ไหนแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการกำหนดหัวข้อที่ต้องการจะนำเสนอ เราควรกำหนดหัวข้อที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนใดไม่เกี่ยวข้องไม่จำเป็นต้องนำมาแสดงด้วย เนื่องจากจะทำให้ผู้อ่านไม่เข้าใจว่าต้องการโฟกัสในส่วนใด แล้วจึงรวบรวมข้อมูลทั้งหมด

4.จัดลำดับข้อมูล
เมื่อเก็บข้อมูล ทั้งหมดได้แล้ว ลำดับถัดมา เป็นการนำข้อมูล มาจัดอันดับ ว่าข้อมูลใด ควรที่จะนำเสนอ ก่อน – ข้างหลังข้อมูลใด สำคัญที่สุด แล้วก็สำคัญรองลงมา หรือข้อมูลใด ควรที่จะนำเสนอก่อน เนื่องจากว่า ส่งผลต่อ การนำ เสนอข้อมูล ในส่วนต่อมา ฯลฯ เพื่อจัดอันดับ การรับทราบของนักอ่าน ให้เข้าใจง่ายที่สุด

5.สร้างสตอรี่
อีกหนึ่งขั้นตอน ที่สำคัญ รวมทั้ง หลายคนชอบละเลย เป็นการค้นหา กรรมวิธีการ เล่าแนวทางการทำ Infographic ที่ดีจำเป็นจะต้อง สร้างสตอรี่ หรือ ค้นหา กรรมวิธีการเสนอข้อมูล พวกนั้น ให้เข้าใจง่าย และก็น่าดึงดูด เป็นต้นว่า อยากเสนอเนื้อหาสาระเกี่ยวกับ ประวัติความเป็นมา ของบริษัท พวกเราบางทีอาจจะ พรีเซนเทชัน เป็น แบบ Timeline เพราะเหตุว่าเป็นการเล่า ที่ทำให้มองเห็น จุดกำเนิด ของสถาณการณ์ ต่าง ๆ ใน แต่ละช่วงเวลานั้น ๆ เห็นภาพ ได้อย่างสม่ำเสมอ รวมทั้ง รู้เรื่องได้ง่าย หรืออยากได้ รีเซ็นท์ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ ผลิตภัณฑ์ และก็บริการ ที่มีหมด ของบริษัท บางทีก็อาจจะ พรีเซนเทชัน ใน แบบ Flowchart แยก ให้มองเห็น ส่วนประกอบต่าง ๆ ของบริษัท ได้เด่นชัด แล้วก็รับทราบ ได้อย่างเร็ว ในรูปภาพ ๆ เดียว

6.ดีไซน์แบบในการทำ
เมื่อพวกเรา ได้ขั้นตอนการเล่าเรื่องแล้ว ก็เอามาสู่ขั้นตอน สำหรับการางแบบ เค้าหน้าของ Infographic ซึ่ง หัวใจของInfographic เป็นการแปลง ข้อมูลตัวเขียน ออกมาให้เป็น รูปภาพ ด้วยเหตุผลดังกล่าว สำหรับการดี้ไซน์ ก็เลย จึงควรวางแบบภาพ ให้เข้าใจง่าย แล้วก็สื่อความหมาย ไม่สมควร ใช้ภาพ ที่มีเนื้อหา มากเกินความจำเป็น เหตุเพราะ จะก่อให้ยาก ต่อการเขียน จำเป็นแบบภาพ ที่เป็นที่ชื่นชอบ ได้แก่การใช้ไอคอน หรือ ภาพกราฟิก ที่ไม่สลับซับซ้อน สำหรับเพื่อการ สื่อความหมาย และก็ใช้สี สำหรับในการ ดีไซน์ไม่มาก จนกระทั่งเกินความจำเป็น ราว ๆ 3-4 สี แค่นั้น

7.เผยแพร่
สำหรับการเผยแพร่ Infographic ในขณะนี้ ก็ชอบพรีเซ็นท์ ในแบบอย่าง ออนไลน์ เป็นส่วนมาก เพราะ เข้าถึงได้ง่ายสามารถ Like หรือ Share ข้อมูลไปได้อย่างเร็ว ผ่าน ทาง Social Media โดยเหตุนี้ เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดใจ จะต้องมีการตั้ง Caption หรือ คำโปรยปรายภาพ ให้น่าดึงดูด เพื่อยั่วยวนใจ กลุ่มเป้าหมาย ให้เข้ามา มองรายละเอียด นั่นเอง เพียงเท่านี้ ข้อมูลจำนวนมาก ของคุณ ก็จะเปลี่ยนเป็น Infographic ที่น่าดึงดูด ทำให้การนำ เสนอข้อมูล ไม่ใช่ เรื่อง ที่น่าระอาอีกต่อไป

8 ประเภทของ Infographic ที่ใช้ได้จริง

ภาพ Visual – หมายถึง Infographic ที่แสดงภาพเพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ เช่น ข้อดีข้อเสียของการใช้สินค้า หรือการอธิบายเรื่องอะไรยากๆให้เข้าใจง่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น XYZ คืออะไร หรือ ทำไม ABC ถึงดีและมีประโยชน์ต่อคุณ จริงๆแล้วเราจะมองว่าเมนูอาหารหรือแคตตาล็อกสินค้าก็เป็น Infographic อย่างหนึ่งก็ได้

รายการ List – เป็น Infographic ที่เจาะลงข้อมูลละเอียดเพื่อแสดงให้เห็นถึงรายการต่างๆที่เกี่ยวข้อง การย่อยข้อมูลออกมาเป็นรายการจะทำให้คนสามารถจดจำแต่ละหัวข้อของรายการได้ง่ายมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น 5 ข้อดีของการออกกำลังกาย หรือ 3 วิธีการหาเงินออนไลน์

แผนที่ Map – แต่เดิมทีแล้วแผนที่ก็ถือว่าเป็น Infographic อย่างไรก็ตามเราก็เห็นได้ว่าแผนที่ในสมัยใหม่ (เห็นได้ตามห้าง สวนสนุก หรือป้ายรถเมล์) จะถูกออกแบบมาให้มีสีสันมากขึ้น มีรูปภาพมากขึ้น เป็นการออกแบบที่ปรับให้เหมาะกับผู้ใช้งานยุคใหม่

กระบวนการ Process – เป็นการใช้ Infographic เพื่อสอนกระบวนการต่างๆตามขั้นตอน เหมาะสำหรับการย่อยข้อมูลที่อาจจะเป็นภาพรวมมากเกินไปออกมาให้เป็นขั้นตอนที่เล็กๆน้อยๆที่คนสามารถทำตามได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น ขั้นตอนการทำอาหาร หรือ วิธีเบิกเงินค่ารักษาหมอฟัน

Flow Chart (แผนภาพแสดงลำดับการเคลื่อนไหว) – มักจะเห็นได้บ่อยในบริษัทต่างๆ เพราะ Flow Chart จะมีหน้าที่ช่วยให้คุณสามารถตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะซับซ้อนกว่า Infographic แบบกระบวนการ Process ที่เป็นเส้นตรง เพราะ Flow Chart จะรวมถึงกรณีและสถานการณ์ต่างๆด้วย เช่น Flow Chart การพูดกับคนแปลกหน้า หรือ Flow Chart ในการวินิจฉัยโรค ผมแนะนำให้อ่านบทความเพิ่มเติมเรื่อง Flow Chart ของผม นะครับ

สถิติ Statistics – หมายถึงการใช้ Infographic เพื่อสื่อสารตัวเลขและสถิติ โดยรวมแล้วสถิติจะถูกนำมาใช้ประกอบและสนับสนุนข้อมูลอย่างอื่นมากกว่า (เช่น ใช้ตัวเลขเพื่ออธิบายข้อดีของการออมเงิน) อย่างไรก็ตามการนำตัวเลขออกมาแปลเป็นภาพอ่านง่ายๆ เข้าใจง่ายๆ ก็จะทำให้ตัวเลขนี้เข้าถึงคนได้มากขึ้น

เวลา Timeline – เป็นการอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตหรือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตปรับออกมาเป็นเวลาให้คนเข้าใจง่ายๆ เช่น ประวัติของประเทศไทย หรือ ตารางการทำงานทั้งวันของพนักงานทำความสะอาด การเรียบเรียงข้อมูลตามเวลาก็จะทำให้คนติดตามหรือทำตามได้ง่าย

เคลื่อนไหว Animation – เป็น Infographic แนวใหม่ที่เราเห็นในโลกออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไฟล์ภาพบนคอมพิวเตอร์ในสมัยใหม่ (เช่นไฟล์ gif) สามารถทำให้เกิดการเคลื่อนไหวต่างๆได้ ช่วยทั้งการดึงดูดความสนใจผู้อ่านและการสื่อสารข้อมูลด้วยวิธีใหม่ๆที่ไม่เคยทำได้มาก่อน การนำเสนอแบบนี้จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ออกแบบ Infographic จะผลิตออกมาได้ง่ายแค่ไหน

สุดท้ายนี้เราก็ต้องยอมรับว่าการผลิต Infographic นั้นก็ถือว่ายุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายพอสมควร หากรวมขั้นตอนการเก็บข้อมูล การวางแผน การออกแบบ และ การตรวจสอบรายละเอียด บางบริษัทก็อาจจะใช้เวลาหลายอาทิตย์ถึงหลายเดือนด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตามเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้อ่านส่วนมากได้รับประโยชน์จากข้อมูลบน Infographic จริงๆ ในกรณีนี้เราก็ควรตั้งเป้าหมายให้ดีก่อนที่จะเสียเวลาและเสียเงินออกแบบ เพราะการผลิต Infographic ควรมาจากความต้องการของผู้อ่าน ไม่ใช่เพียงเพราะเจ้าของข้อมูลอยากพูดให้ฟังหรือเพราะเจ้าของขี้เกียจหรือไม่อยากลงทุน

บทความนี้จะมีการลงข้อมูลไว้เยอะหลายมุมมองมาก ในขั้นตอนต่อไปหากคุณอยากจะเรียนรู้วิธีการออกแบบ Infographic ผมก็แนะนำให้กดตรงนี้เพื่อดูคู่ทือการใช้งาน โปรแกรมง่ายและฟรีที่ชื่อว่า Canva (เป็นที่นิยมสำหรับนักออกแบบสมัยใหม่มาก) รับทำ graphic

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น